Home / การตั้งครรภ์ (page 11)

หมวดหมู่: การตั้งครรภ์

Feed Subscription

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกขณะตั้งครรภ์

ทำไมต้องฝากครรภ์

ทำไมต้องฝากครรภ์

เหตุผล4ประการ  ทำไมต้องฝากครรภ์   1. เวลาคุณแม่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับข้อมูลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ จนถึงระยะหลังคลอดบุตร เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ สรีระและร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจเกิดความไม่เข้าใจ และเป็นกังวลกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แพทย์ผู้ดูแลรับฝากครรภ์ จะให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี 2. ในการฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการประเมินอย่างละเอียด ถึงโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ ในกรณีที่คุณแม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแพทย์ผู้ดูแลจะอธิบายและแนะนำแนวทางในการป้องกันภาวะต่างๆเหล่านั้นต่อไป 3. สำหรับคุณแม่ที่มีโรคหรือภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า มีบางโรคที่ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ ในการฝากครรภ์ แพทย์จะคอยดูแลและการให้การรักษาภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะของการตั้งครรภ์ 4. เหตุผลสุดท้ายที่คุณแม่ควรมาฝากครรภ์ก็เพื่อที่จะให้คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากภาวะแทรกซ้อนใดๆ คุณแม่บางท่านอาจมีความรู้สึกกังวลถึงเรื่องการฝากครรภ์ ไม่ทราบว่าจะไปฝากครรภ์ที่ไหน ไปแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง แพทย์หรือพยาบาลจะดุไหม จะต้องโดนเจาะเลือดหลายครั้งหรือไม่ ขอบอกว่าอย่ากังวลไปเลยค่ะ ทำเพื่อลูกนะคะ

Read More »

จะต้องทำอะไรบ้างเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์

จะต้องทำอะไรบ้างเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์

ครั้งแรกที่คุณแม่มาฝากครรภ์ ถ้าคุณแม่ไม่เคยตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์โดยการเก็บปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์หลังจากนั้น แพทย์ผู้ดูแลจะซักถามประวัติ โดยประวัติที่สำคัญคือวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งนำมาใช้คำนวณหาอายุครรภ์ได้ ในกรณีที่คุณแม่จำวันที่ไม่ได้แน่นอน หรือช่วงก่อนตั้งครรภ์ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ แพทย์สามารถคำนวณอายุครรภ์ได้จากวิธีอื่นๆคำถามต่อมาที่แพทย์จะต้องถาม ก็คือ โรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัดในอดีต ประวัติการแพ้ยา ประวัติโรคต่างๆของคนในครอบครัว ความสม่ำเสมอของประจำเดือนก่อนการตั้งครรภ์ รวมถึงชนิดของการคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน แพทย์จะถามถึงประวัติในการตั้งครรภ์ครั้งก่อนๆอีกคำถามหนึ่งที่แพทย์จะถามคุณแม่ ก็คือเคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่ ในกรณีที่ไม่เคย หรือจำไม่ได้ หรือ เคยฉีดแต่นานมาแล้วคุณแจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ทั้งหมดสามเข็ม คุณแม่ไม่ต้องตกใจ แพทย์จะฉีดวัคซีนให้ทีละเข็ม ไม่ใช่สามเข็มพร้อมกันแพทย์ผู้ดูแลจะทำการตรวจร่างกายคุณแม่โดยละเอียด รวมถึงการตรวจหน้าท้องเพื่อดูขนาดมดลูกที่โตขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ และการฟังเสียงหัวใจของลูกน้อยในครรภ์เมื่ออายุครรภ์เกินห้าเดือนสำหรับคุณแม่ทุกท่านที่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูหมู่เลือด ภาวะการติดเชื้อซิฟิลิส เอชไอวีและพาหะไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงภาวะซีดและพาหะธาลัสซีเมียบางชนิดแพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณแม่มีข้อสงสัย คุณแม่สามารถซักถามเพิ่มเติมได้การฝากครรภ์ครั้งแรกอาจใช้เวลานานเล็กน้อย ในกรณีที่คุณแม่ไม่มีปัญหาหรือความผิดปกติใดๆ แพทย์จะนัดมาฝากครรภ์ครั้งถัดไปอีกประมาณหนึ่งเดือนสำหรับโรงพยาบาลบางแห่ง ครั้งแรกที่คุณแม่มาฝากครรภ์ คุณแม่อาจจะยังไม่ได้พบแพทย์สำหรับโรงพยาบาลเอกชนจะได้พบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรก  แต่คุณพยาบาลจะทำการเจาะเลือดตรวจเบื้องต้นก่อน แล้วจึงนัดคุณแม่มาฟังผลเลือดครั้งต่อไปพร้อมกับพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนกลับบ้าน คุณแม่จะได้รับสมุดฝากครรภ์ซึ่งจะมีรายละเอียดของการฝากครรภ์ คุณแม่ควรจะพกสมุดฝากครรภ์นี้ติดตัวไว้ตลอดการตั้งครรภ์ และนำมาทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ การฝากครรภ์ครั้งถัดไป ทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการวัดความดันโลหิต ชีพจร ชั่งน้ำหนักตัวและตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาโปรตีนและน้ำตาลในปัสสาวะหลังจากนั้น แพทย์จะทำการตรวจครรภ์ และฟังเสียงหัวใจลูกน้อยในครรภ์ (ถ้าอายุครรภ์เกินห้าเดือน) แพทย์จะแจ้งผลเลือดที่ทำการตรวจไปในครั้งก่อน ในกรณีที่พบว่ามีความผิดปกติ แพทย์จะให้คำแนะนำและแนวทางในการรักษา แต่สำหรับคุณแม่ที่ปกติดี แพทย์จะนัดมาฝากครรภ์อีกเป็นระยะๆ ต่อไปมีคุณแม่จำนวนหนึ่งที่มีข้อสงสัยว่าจำเป็นต้องทานยาบำรุงหรือไม่ และต้องทานในปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ ยาบำรุงที่สำคัญสำหรับคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์คือยาบำรุงเลือดโดยทั่วไป แพทย์จะเริ่มให้ทานยาบำรุงเลือดเมื่ออายุครรภ์เกินสี่ถึงห้าเดือนขึ้นไป ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนมาก ซึ่งการทานยาบำรุงเลือดในช่วงแรกนี้ อาจกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องนั้นเป็นมากขึ้นได้ ส่วนปริมาณของยาบำรุงเลือดที่คุณแม่จะต้องทานในแต่ละวันนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่มีภาวะซีดหรือไม่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การตรวจอุลตร้าซาวน์ ถ้าคุณแม่ไม่มีความเสี่ยงหรือโรคประจำตัวใดๆ แต่ต้องการตรวจอุลตร้าซาวน์ ควรตรวจในช่วงอายุครรภ์ประมาณห้าเดือน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่จะต้องทราบก่อนการตรวจ ก็คือปัจจุบันไม่มีวิธีการตรวจใดๆที่สามารถรับประกันได้ว่าลูกน้อยในครรภ์จะปกติ สมบูรณ์แข็งแรงแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าพบความผิดปกติจากการตรวจอุลตร้าซาวน์ แพทย์จะให้คำแนะนำ แนวทางการรักษาต่อไป และในบางกรณี แพทย์จะนัดคุณแม่มาเพื่อตรวจอุลตร้าซาวน์อีกเป็นระยะๆโดยทั่วไป คุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์เกินห้าเดือนไปแล้ว คุณแม่ควรจะสังเกตลักษณะการดิ้นของลูกน้อย ในกรณีที่รู้สึกว่า ลูกน้อยดิ้นน้อยลง หรือไม่ดิ้นเลย คุณแม่จะต้องรีบมาพบแพทย์ทันทีเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น คุณแม่จะต้องมาฝากครรภ์ถี่มากขึ้น เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ แพทย์จะทำการเจาะเลือดคุณแม่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออายุครรภ์ประมาณเจ็ดถึงแปดเดือนเพื่อดูภาวะซีดและภาวะการติดเชื้อซิฟิลิสและเอชไอวีอีกครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ แพทย์จะประเมินดูว่าลูกน้อยในครรภ์อยู่ในท่าใด ซึ่งโดยปกติแล้วลูกน้อยจะนอนในท่าที่ศีรษะอยู่ทางด้านล่างของท้องคุณแม่ และเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ศีรษะของลูกน้อยจะเคลื่อนลงไปในช่องเชิงกรานของคุณแม่ ทำให้คุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการปวดหน่วงๆท้องน้อยหรือปวดหลังได้สำหรับคุณแม่ที่เคยผ่าตัดคลอดบุตรในครรภ์ก่อน แพทย์จะนัดวันผ่าตัดคลอดเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด ยกเว้นว่าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องหรือน้ำเดินมาก่อน ส่วนคุณแม่ที่ไม่เคยคลอดบุตรมาก่อนหรือเคยคลอดบุตรทางช่องคลอด วิธีการคลอดที่ดีที่สุดคือการคลอดทางช่องคลอดยกเว้นว่ามีข้อห้ามของการคลอดทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์

Read More »

จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ทุกรายหรือไม่

จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ทุกรายหรือไม่

คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินถึงเรื่องการตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ สงสัยหรือไม่ว่าทำไมคุณแม่บางท่านจึงต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อย จริงๆแล้ว ในคุณแม่ที่ปกติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อย โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินถึงความเสี่ยงที่ลูกน้อยในครรภ์จะมีโครโมโซมผิดปกติ และคุณแม่บางท่านที่มีความเสี่ยงนี้จะได้รับคำแนะนำให้ตรวจโครโมโซมของลูกน้อย ซึ่งการตรวจนี้ทำได้หลายวิธีไม่ว่า จะเป็นการเจาะตรวจเนื้อรกบางส่วน, การเจาะน้ำคร่ำ, หรือการตรวจเลือดจากสายสะดือลูกน้อยในครรภ์ รายละเอียดของการตรวจแต่ละวิธีนั้น คุณแม่สามารถสอบถามแพทย์ที่ดูแลได้  ถึงตรงนี้ คุณแม่จะเห็นว่าการฝากครรภ์เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณที่ตั้งครรภ์ ซึ่งในการฝากครรภ์แต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การฟังเสียงหัวใจลูกน้อยในครรภ์เท่านั้น หากแต่ยังมีรายละเอียดมากมายที่แพทย์จะต้องตรวจประเมิน และให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับคุณแม่ แน่นอนว่าคุณแม่ทุกท่านคงปรารถนาที่จะให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปกติ ปราศจากภาวะแทรกซ้อนใดๆ และให้กำเนิดลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นคุณแม่ควรจะเริ่มต้นด้วยการฝากครรภ์ที่ดีเพื่อผลลัพธ์ดังที่ตั้งใจไว้

Read More »

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควร กินตับมากเกินไป

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควร กินตับมากเกินไป

ตับเป็นอาหารที่ให้ทั้งโปรตีน เกลือแร่ โฟลิก ธาตุเหล็ก และวิตามิน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจะเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งจากเลือดแม่ไปสู่เลือดลูก แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานตับมากเกินไป เนื่องจากตับมีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มิลลิกรัม ถ้ามีมากและนาน จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะไขมันในเส้นเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ในตับยังจะมีวิตามินเออยู่สูงมาก เนื่องจากวิตามินเอมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับวิตามินเอมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ แต่การรับประทานอาหารตามปกติในแต่ละวัน โดยไม่ได้เน้นอย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินไปแต่อย่างเดียว ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหา คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานตับได้ แต่ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ  นอกจากธาตุเหล็กที่มีอยู่ในตับแล้ว ยังมีอยู่ในไข่ และพืชผักใบเขียวต่างๆ เช่น ตำลึง รวมไปถึงถั่วเมล็ดแห้ง แต่ธาตุเหล็กในกลุ่มนี้จะดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดีนัก จึงควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูงในมื้อเดียวกัน เพื่อช่วยในการดูดซึม ในผักหลายชนิดมีธาตุเหล็กสูง ราคาก็ถูกกว่าเนื้อสัตว์ แถมยังได้วิตามินและเส้นใยอีกด้วย นับเป็นทางเลือกสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่ชอบรับประทานตับหรือเนื้อสัตว์ หรือผู้ที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงค่ะ

Read More »

รู้เพศลูกหญิงหรือชาย จาก กระหล่ำปลี

รู้เพศลูกหญิงหรือชาย จาก กระหล่ำปลี

วิธีทำ เตรียมกระป๋อง หรือแก้ว 2 ใบ ขนาดเท่าๆกัน เราใช้กล่องขนมใบเล็กๆ นำกะหล่ำปลีม่วง มาลอกเอาเปลือกชั้นนอกๆออกไป ใช้แต่ช่วงที่สีม่วงเข้มๆสัก 10 ใบ นำมาหั่นหยาบๆ ใส่หม้อเติมน้ำลงไปให้ท่วม ตั้งไฟกลางๆจนเดือด พอเดือดแล้ว จับเวลา 10 นาที นำน้ำกะหล่ำที่ได้มารองใส่กระป๋องหรือแก้วที่เตรียมไว้ประมาณ 1/3 ของแก้ว ทิ้งไว้สัก 5 นาทีให้หายร้อนจากนั้นวิ่งไปเก็บเก็บน้องฉี่ 1/3 ของแก้วที่เตรียมไว้ แล้วนำน้ำกะหล่ำปลีที่หายร้อนแล้ว เทลงในน้องฉี่ แกว่งๆแก้วสักนิดนึงให้เข้ากันดี แล้วก็รอดูผลเทสได้เลยจ้าผลที่ได้ ก็แบบนี้ สีเหมือนไวน์แดง แต่ถ่ายออกมา ดันเหมือนสีแดงมะเหมี่ยวไปได้สรุป ได้สีออกมาสีแดง แบบไวน์แดง ตามที่เค้าว่ากันว่าสีแดง หรือชมพู ได้ลูกชายถ้าสีม่วง ...

Read More »

ตั้งครรภ์นอนท่าไหนดี

ตั้งครรภ์นอนท่าไหนดี

ท่านอนตะแคงซ้ายเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุด โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประการแรก การนอนตะแคงซ้ายช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตตัวแม่มีความคล่องตัวมากขึ้น การกดทับของตัวมดลูกที่โตวันโตคืนต่อหลอดเลือดในช่องท้องมีเกิดขึ้นน้อยกว่าการนอนในท่าอื่นๆ  ประการที่สอง เป็นผลพวงจากประการแรกก็คือ เมื่อมีการไหลเวียนของโลหิตดี ก็เลยทำให้มีเลือดของแม่ไหลเวียนไปที่รกมากขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นการส่งส่วยอาหารไปยังทารกได้มากขึ้น ทารกก็จะได้อาหารและสิ่งที่มีประโยชน์จากแม่มากขึ้น ขณะที่ทารกผ่องถ่ายของเสียบางอย่าง ฝากผ่านมาทางแม่ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน นี่ก็ด้วยการนอนตะแคงซ้าย ประการที่สาม เมื่อการไหลเวียนของโลหิตมีมากขึ้น ในตัวแม่การไหลเวียนของโลหิตผ่านไตก็ย่อมมีมากขึ้นด้วย ซึ่งมีประโยชน์ในหลายๆ อย่างตามมา เป็นต้นว่า ร่างกายของแม่สามารถกำจัดของเสียได้มากขึ้น โดยผ่านทางไต พร้อมกันนี้ เป็นการกำจัดน้ำส่วนเกินของร่างกายได้มากขึ้นอีกด้วย หากจะสังเกตก็จะเห็นได้ว่า คุณๆ ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น จะปัสสาวะบ่อย ก็เพราะเหตุจากไตขับน้ำปัสสาวะได้มากขึ้นนั่นเอง และการนอนตะแคงซ้ายเป็นการช่วยให้ไตขับน้ำปัสสาวะมากที่สุด ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งของการขับน้ำปัสสาวะได้มากขึ้นก็คือ ช่วยลดอาการบวมของร่างกายได้อีกทางหนึ่งด้วย จะเห็นได้ว่า การนอนตะแคงซ้ายนั้น ให้ประโยชน์ทั้งต่อคุณแม่และคุณลูกในครรภ์ค่ะ

Read More »

คุณแม่ตั้งครรภ์ ปวดหลัง เท้าบวม ควรนอนท่าไหนดี

คุณแม่ตั้งครรภ์ ปวดหลัง เท้าบวม ควรนอนท่าไหนดี

ปวดหลัง เท้าบวม นอนท่าไหนดี  คุณแม่บางคนพอท้องแก่ๆจะมีอาการบวม บางคนที่บวมมากเป็นเพราะตอนท้องร่างกายของคุณแม่มีเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนปกติกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำในร่างกายก็เพิ่มขึ้น ดังนั้นเวลาคุณแม่ยืนหรือเดินนานๆ น้ำในร่างกายก็จะไหลตามแรงโน้มถ่วงไปกองที่ขาเยอะ ในกรณีนี้เวลานอนควรหาหมอนมาหนุนใต้เข่าและขา ท่อนล่างลงไปให้สูงขึ้นก็จะช่วยลดอาการบวมของขาได้ แต่พอขายุบมือก็จะมาบวมแทน เพราะตอนนอนมือจะวางอยู่บนพื้นเตียงซึ่งจะต่ำกว่าขา ตื่นเช้ามาจะรู้สึกว่ามือมันหนาๆ กำไม่ลง บางคนจะมีอาการปวดที่ข้อมือได้ วิธีแก้คือ ต้องหาหมอนมารองมือไว้ทั้งสองข้าง หรือไม่ก็นอนเอามือวางบนพุง แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่เพราะนอนไปนอนมาดิ้นไปดิ้นมาหมอนกระจายหายหมดค่ะ แต่อาการมือบวมแบบนี้ไม่มีอันตรายอะไรหรอก ตื่นขึ้นมาลุกเดินไปเดินมาไม่ถึงชั่วโมงมือก็จะหายบวมไปเอง แต่ถ้ามีอาการปวดข้อมือร่วมด้วย ให้หาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆมาประคบสักหน่อยก็จะช่วยได้เยอะ การเอาหมอนหนุนไว้ใต้เข่าก็ยังช่วยให้คุณแม่ที่มีอาการปวดหลังรู้สึกดีขึ้นด้วย เนื่องจากตอนตั้งครรภ์ มดลูกจะถ่วงโย้ไปข้างหน้า จึงไปดึงหลังให้แอ่นตามไปข้างหน้าด้วย กล้ามเนื้อหลังก็จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย พอถึงตอนนอน ถ้าหากนอนราบแบนๆ โดยมากหลังก็ไม่ได้แตะลงบนพื้นหรอกครับ ไม่เชื่อตอนนอนลองเอามือสอดไปใต้หลังดูก็ได้ หลังมักจะแอ่นขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อหลังก็เลยไม่ได้พักอย่างจริงจัง ให้ใช้หมอนหนุนใต้เข้าจะช่วยทำให้หลังได้พักมากขึ้น ซึ่งช่วยลดอาการปวดหลังได้แต่ตอนท้องแบบนี้ไม่ว่าจะนอนยากนอนลำบากยังไงก็ควรรีบนอนซะ เพราะตอนคลอดแล้วอยากนอนแทบตายก็ไม่ได้นอนหรอกครับ เพราะลูกรักของคุณแม่จะตื่นให้อุ้มกันทั้งคืนจนตาโบ๋กลายเป็นหมีแพนด้าทีเดียวเชียวค่ะ   ขอบคุณข้อมูลจาก น.พ.อานนท์ ...

Read More »

เส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์

เส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์

คุณแม่หลายท่าน ขณะตั้งครรภ์ เส้นเลือดขอดจะมองเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ โป่งพอง ที่ผิวด้านข้างของเข่าและตาตุ่ม เมื่อเส้นเลือดพองโตกว่าปกติจะมองเห็นเป็นสีเขียวๆ เป็นเส้นเลือดฝอยขดไปมาใต้ผิวหนัง ถ้าเอานิ้วมือกดรีดไปตามเส้นสีเขียว จะทำให้เส้นเลือดแฟบลงเหลือเป็นสีผิวปกติ เมื่อปล่อยมือจะเห็นเป็นเลือดสีเขียวเหมือนเดิม เป็นการทดสอบด้วยตนเองว่าเป็นเส้นเลือดขอด สาเหตุของเส้นเลือดขอด เกิดจากการที่ทารกมีขนาดโต ไปกดทับเส้นเลือดบริเวณหน้าท้อง หลัง และต้นขาทำให้การไหลเวียนของระบบเลือดผิดปกติ เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ยากขึ้น จึงเหลือค้างในเส้นเลือดฝอยที่ขา ประกอบกับขาที่เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนล่าง เลือดจึงค้างได้มาก และนานทำให้เกิดเส้นโป่งพองและขอดเป็นเส้นๆ ถ้ามารดามีอาชีพที่ต้องยืนนาน เดินมาก อาการเส้นเลือดขอดจะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย วิธีป้องกันและรักษาอาการเส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์ คือต้องให้ขาอยู่สูงกว่าปกติ เช่น ขณะนั่ง ควรยกขาพาดเก้าอี้ให้อยู่ระดับเดียวกันกับสะโพก แม้จะเป็นท่าที่ไม่สุภาพ แต่ก็ช่วยรักษาสุขภาพขาได้ดี ส่วนเวลานอนควรใช้หมอนหนุนบริเวณข้อเท้าเพื่อให้ขาอยู่สูงกว่าเดิม เป็นการป้องกันเส้นเลือดขอดได้ดี ส่วนรายที่มีเส้นเลือดขอดขนาดโต อาจต้องใช้ ผ้ายืด Elastic bandage รัดขาให้แน่นเพื่อกดเส้นเลือดให้แบนราบกว่าเดิม

Read More »

ฝ้า ขณะตั้งครรภ์

ฝ้า ขณะตั้งครรภ์

  ฝ้าขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไร เมื่อถึงวัยอันสมควร ผู้หญิงทุกคนจะต้องมีโอกาสตั้งครรภ์ และมีการเปลี่ยนแปลงมากมายกับผิวพรรณ ซึ่งบางรายจะเกิดอาการวิตกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กลัวว่าจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาหนักอก ของคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือฝ้า  ฝ้า เกิดจากการไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศในขณะตั้งครรภ์ปกติ ฮอร์โมน เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน จะสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ แต่หลังจากที่คลอดบุตร หรือ หยุดรับประทานยาคุมกำเนิดแล้ว ฝ้าก็มีโอกาสจางลงได้แต่ก็อาศัยระยะเวลาเป็นเดือน แต่ถ้ามีการตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดอีกครั้งก็มีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าได้อีกเช่นกัน และอีกสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้า อย่างที่เรารู้กันก็คือ UV จากแสงแดดนั้นเอง หรือแม้แต่แสงจากหลอดไฟที่แรงมากมาก ก็มีโอกาสทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นการที่เรานั่งในรถยนต์ รวมทั้งการนั่งติดริมหน้าต่างในออฟฟิศ ก็มีโอกาสได้รับรังสี UV เช่นกัน เริ่มสังเกตได้จากการมีผื่นสีน้ำตาลอ่อน กระจายบนโหนกแก้ม เหนือคิ้วและบริเวณหนวด เมื่อครรภ์มีอายุมากขึ้น ผิวสีน้ำตาลจะมีสีเข้มขึ้น และเป็นสีดำ ...

Read More »

อันตรายของแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์

อันตรายของแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์

เครื่องดื่มตามท้องตลาดในปัจจุบัน มักจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ในรูปแบบน้ำผลไม้ต่างๆ หรือแอลกอฮอล์ล์โดยตรง จำพวกเหล้า เบียร์ต่างเป็นต้น คุณแม่บางท่าน เคยดื่มอยู่เป็นประจำพอตั้งครรภ์ถ้าจะให้เลิกดื่มก็เป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อย คุณแม่อาจจะลืมคิดไปว่า แอลกอฮอล์ตัวร้าย นอกจากจะส่งผลต่อตัวคุณแม่เอง ยังส่งผลอย่างมากต่อตัวอ่อนในครรภ์  เพราะแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในกระแสเลือดจะไหลผ่านไปสู่ทารกด้วยเช่นกันค่ะ ยิ่งถ้าคุณแม่ดื่มในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์แล้ว ทารกหลังคลอดจะมีร่างกายผิดปกติ สติปัญญาเสื่อม สมองเสื่อมอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่คลอดจนถึง 1 ปีแรก  ไม่เพียงแต่แอลกอฮอล์เท่านั้นทีมีผลต่อทารกในครรภ์นะคะ สารเสพติดอื่นๆ เช่น ชา กาแฟ หรือแม้แต่ยาบางชนิด เช่น ยาแก้โรคชัก หรือยาชนิดอื่นๆ จำนวนมาก ล้วนแต่มีผลต่อสมองของทารกได้ค่ะ ที่พบได้บ่อยคือยาที่ใช้ป้องกันอาเจียนของแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ คือ ยาทาลิโดมัย (Thalidomide) ซึ่งไปสกัดกั้นการสร้างอวัยวะของลูกในครรภ์ ทำให้ทารกแขนสั้น ขาสั้น หรือบางคนอาจไม่มีแขน ซึ่งปัจจุบันยาชนิดจึงถูกห้ามใช้แล้ว ...

Read More »
Scroll To Top