Home / การตั้งครรภ์ (page 12)

หมวดหมู่: การตั้งครรภ์

Feed Subscription

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกขณะตั้งครรภ์

วิธีลดอาการปวดหลังของคุณแม่ตั้งครรภ์

วิธีลดอาการปวดหลังของคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดหลัง เนื่องจากต้องรับน้ำหนักที่มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คุณแม่ต้องเดินในท่าที่ต้องแอ่นตัวเพื่อถ่วงดุลน้ำหนัก ส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนหลังตึงและเครียดอยู่ตลอดเวลา วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือการฝึกร่างกายและกล้ามเนื้อส่วนหลังให้สอดคล้องกับสรีระของการตั้งครรภ์    ดังต่อไปนี้ค่ะ การเคลื่อนไหวในท่าที่สมดุล บริหารกล้ามเนื้อท้องและเน้นให้กระดูกเชิงกรานทำงานให้ดีขึ้น ด้วยการบริหารง่ายๆ ด้วยท่าแมว ซึ่งท่านี้จะเป็นการเลียนแบบท่าของแมวเวลาโก่งตัวเริ่มจากคุกเข่าในท่าคลานสี่ขา เหยียดหลังให้ตรงที่สุด จากนั้นหายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วค่อยๆ โก่งหลัง แขม่วหน้าท้อง ดันสะโพกไปทางด้านหน้า พร้อมกับหายใจออก โดยพยายามโก่งหลังให้โค้งมากๆ (เท่าที่คุณแม่รู้สึกสบาย ถ้ารู้สึกเกร็งเกินไปแสดงว่าโก่งหลังเยอะเกินไป) เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนหลัง และเป็นการให้กล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานได้เต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ดันสะโพกกลับไปยังตำแหน่งเดิมและกลับเข้าสู่ท่าคลานสี่ขา ทำสลับไปมา 10 – 15 ครั้ง / รอบ บริหารแบบนี้ประมาณ 3 – 5 รอบต่อวัน บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยฝึกได้ด้วยการขมิบก้น ...

Read More »

ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ : อยากมีลูกน่ารักต้องทำยังไงนะ

ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ : อยากมีลูกน่ารักต้องทำยังไงนะ

หลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างนะคะ ว่า อยากได้ลูกหน้าตาน่ารัก  สวย หล่อ ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปดูผู้คนหน้าตาดี ดูแต่รูปคนสวย คนหล่อ จ้องนั่งจ้องรูปเด็กน่ารัก  ความเชื่อดังกล่าวมันได้ผลจริงหรือเปล่าคะ มาวิเคราะกันดูค่ะ  ภาพโปสเตอร์ที่คนท้องชอบซื้อไปติดที่บ้านมักจะเป็นรูปเด็กน่ารักๆ เพราะพวกเขาเคยได้ยินความเชื่อที่ว่าให้มองหน้าเด็กน่ารักแล้วลูกของตนพอออกมาจะมีหน้าตาน่ารักเหมือนเด็กในรูปที่คุณแม่เฝ้ามองในโปสเตอร์ด้วย ปัจจุบันนี้ทางการแพทย์ได้ให้การยืนยันแล้วว่า อารมณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์มีผลกระทบอย่างมากต่อทารกในครรภ์ หากแม่มีอารมณ์ดี มีความรู้สึกดีที่กำลังตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนเอนโดรฟิน (Endophin) ซึ่งจะทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์รู้สึกสบาย มีความสุข อารมณ์สดชื่น และแน่นอนว่าสารนี้มีผลต่อเนื่องไปถึงทารกในครรภ์ด้วย ทำให้เมื่อแม่มีความสุข ทารกในครรภ์ก็พลอยมีความสุขไปด้วย การมองรูปเด็กที่มีใบหน้าน่ารักจะทำให้คุณแม่มีอารมณ์ที่อ่อนโยน เพราะคุณแม่ก็จะจินตนาการว่าลูกของตัวเองก็น่าจะน่ารักแบบนี้บ้าง ทำให้ความกังวลอื่นๆ ในแต่ละวันลดน้อยลง ยิ่งจ้องมองรูปเด็กน่ารักบ่อยๆ คุณแม่ก็จะลืมความเครียด ยิ่งมองยิ่งมีความสุข เมื่อยิ่งมีความสุขร่างกายก็ยิ่งหลั่งสารเอนโดรฟิน เด็กทารกจึงมีความสุขและอารมณ์ดีตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากคุณแม่เครียดมากหรือมีอารมณ์หงุดหงิดตลอด เด็กก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วร้องไห้เก่ง เลี้ยงยาก หรือแม้กระทั่งคลอดก่อนกำหนดเลยก็มี เนื่องจากความเครียดทำให้ระบบภายในร่างกายของแม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงนั้นเองการมองภาพวิว ...

Read More »

ชากาแฟ เครื่องดื่มที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรงด

ชากาแฟ เครื่องดื่มที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรงด

มีรายงานทางการแพทย์พบว่า สารคาเฟอีนสามารถ่ายผ่านสายรกเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้ แต่ยังไม่มีรายงานพบอันตรายต่อตัวอ่อนของมนุษย์อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์มักแนะนำว่าให้งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ได้แก่ ชา กาแฟ เป็นต้นเมื่อคุณแม่เริ่มรู้ว่าตั้งครรภ์ คาเฟอีนมีฤทธ์ในการขับปัสสาวะ โดยขับน้ำและแคลเซียมออกจากร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ ในการดื่ม ชา กาแฟ มักจะผสมครีมเทียมและน้ำตาล ซึ่งครีมเทียมและน้ำตาลนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของแม่ ส่วนการดื่มน้ำอัดลมบางชนิดก็มีสารคาเฟอีน หรือสารเคมีอื่นผสมอยู่อีกด้วย คาเฟอีนจะทำให้นอนหลับยากขึ้น ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนที่พอเพียงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ คาเฟอีนจะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กที่เป็นสารสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มีงานวิจัยพบว่า การดื่มคาเฟอีนที่มากเกินขนาดมีผลให้หัวใจของทารกในครรภ์เต้นเร็วผิดปกติ และอาจมีการชักกระตุก และมีภาวะโรคเบาหวานในเวลาต่อมา ดังนั้นคนที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ควรหาเครื่องดื่มอย่างอื่นทดแทน เช่น น้ำผลไม้สด หรือน้ำเปล่า (อุณหภูมิปกติ) ก้ได้ หากมีอาการติดคาเฟอีน หรือติดกาแฟจริงๆ ควรหาอย่างอื่นทำที่กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตแทนสารคาเฟอีน เช่น เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ เป็นต้น ...

Read More »

ทำอย่างไรดี เมื่อคลื่นใส้ – อาเจียนหนัก จากการแพ้ท้อง

ทำอย่างไรดี เมื่อคลื่นใส้ – อาเจียนหนัก จากการแพ้ท้อง

นักวิทยาศาตร์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการ คลื่นไส้ อาเจียนเช่นนี้ แต่คาดว่ามาจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายเป็นหลัก แต่กระนั้นอาการคลื่นไส้จนอาเจียนเช่นนี้ ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณแม่และทารกในครรภ์แต่อย่างไร แต่แค่ทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบายตัวก็เท่านั้น วันนี้เราจึงขอนำข้อมูลดี ๆ เรื่องการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ในคุณแม่ที่กำลังมีน้องมาฝากกันค่ะ 1. กินอาหารที่อุดมคาร์โบไฮเดรต สมัยสาว ๆ ที่ยังต้องรักษาหุ่นอยู่ อาหารที่มีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตสูง คงเป็นของกินที่ต้องควบคุมปริมาณกันน่าดูเลยทีเดียว แต่ทว่าในคุณแม่ที่กำลังมีน้องและมีอาการแพ้ท้อง การได้กินอาหารที่มีแป้งจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ ควรบอกคุณสามีให้ซื้อแครกเกอร์ หรือพวกขนมปัง ติดบ้านเอาไว้ คุณแม่ก็สามารถหยิบมากินได้บ่อย ๆ 2. จิบน้ำขิง น้ำขิงช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น ลดอาการมึนเวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียนได้เป็นอย่างดี แม้จะในผู้ที่ไม่ได้ตั้งท้องก็ตาม ให้คุณแม่จิบน้ำขิงร้อน ๆ ในยามเช้า และจิบบ่อย ๆ ระหว่างวัน จะใช้ขิงผงสำเร็จรูป หรือว่าจะขูดหรือทุบขิงแก่ใส่ในน้ำร้อนจัด ทิ้งไว้ครู่หนึ่งจนได้น้ำขิงที่เข้มตามต้องการ แล้วจึงนำมาจิบก็ได้ค่ะ ...

Read More »

ประโยชน์และโทษของแคลเซี่ยม ต่อแม่และลูกน้อยในครรภ์

ประโยชน์และโทษของแคลเซี่ยม ต่อแม่และลูกน้อยในครรภ์

หนึ่งในสารอาหารสำคัญของคุณแม่ท้องก็คือ ‘แคลเซียม’ ที่จะต้องได้รับเพิ่มขึ้นเพื่อใช้สร้างกระดูกของลูกในท้องให้แข็งแรง ว่าแต่จะต้องได้รับแค่ไหนถึงจะดีต่อทั้งคุณแม่และคุณลูกล่ะ ! แคลเซียมน้อยไป…ไม่ดีกับแม่ ในช่วงท้องหากคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อย คือไม่ได้กินแคลเซียมบำรุงเลย ก็จะยังมีแคลเซียมเพียงพอต่อการสร้างกระดูกของลูกในท้องค่ะ เพราะ 90% ของร่างกายคนเราจะมีแคลเซียมสะสมในกระดูกอยู่แล้ว ลูกในท้องสามารถดึงแคลเซียมจากแม่ไปใช้ได้ทันที โดยจะดึงไปใช้ราว 30 กรัม หรือ 2.5% ของแคลเซียมในตัวแม่ แต่ถ้าคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อย จะส่งผลเสียต่อตัวคุณแม่ในระยะยาว คือทำให้กระดูกเปราะบาง ผุง่ายกว่าปกติ ฟันผุง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลในช่วงวัยทอง และถ้ามีการขาดแคลเซียมแบบรุนแรง จะส่งผลได้ทันทีคือ คุณแม่จะมีอาการชักเกร็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดน้อยมากค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่ามากินเสริมเอาทีหลังได้มั้ย คำตอบคือ ถ้าขาดในช่วงสั้นๆ ก็ยังพอเสริมได้ทัน แต่ถ้าไม่ได้บำรุงเลยในช่วงตั้งครรภ์แล้วมาเสริมกันทีหลัง อาจจะไม่ทันค่ะ เพราะระยะเวลาตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงยาวนาน ลูกอาจดึงแคลเซียมในกระดูกไปใช้เรียบร้อยแล้ว แคลเซียมมากไป…อันตรายทั้งแม่และลูก ปกติแล้วโอกาสที่จะได้รับแคลเซียมมากเกินนั้นน้อยมากค่ะ เพราะร่างกายของคุณแม่จะมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา คือถ้าขาดแคลเซียม ลำใส้เล็กจะมีการดูซึมแคลเซียมเพิ่มขึ้น ...

Read More »

คำนวณวันคลอดง่ายๆด้วยคุณแม่เอง

คำนวณวันคลอดง่ายๆด้วยคุณแม่เอง

หลังจากที่เรารู้ว่าเรากำลังตั้งท้องแล้วก็คงจะใจจดใจจ่อเฝ้ารอว่าลูกของเราจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คลอดแล้วจะเป็นอย่างไร และคำถามที่เกิดขึ้นมาทันทีก็คือ “แล้วเมื่อไหร่จะ คลอด” สำหรับคำถามนี้เราไม่สามารถกำหนดวันและเวลาที่แน่นอนได้ (ยกเว้นคุณแม่จะนัดกับคุณหมอให้ทำคลอดแบบผ่า) แต่อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปเมื่อตั้งครรภ์ แล้วเราจะคลอดประมาณช่วงเวลา 38-42 สัปดาห์ (บวกลบได้ 2 สัปดาห์) การคำนวณนี้จะเป็นการคำนวณวันคลอดแบบคร่าวๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพครรภ์ของคุณแม่ สภาพแวดล้อมต่างๆ ด้วย โดยการคำนวณสามารถกำหนดได้คร่าวๆ โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย บวกไปอีก 7 วัน แล้วนับต่อไปอีก 9 เดือนค่ะตัวอย่างเช่น วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย (ก่อนที่เดือนถัดไปจะไม่มีประจำเดือน และรู้ตัวว่าตั้งครรภ์) คือวันที่ 11 เมษายน วันคลอดที่คาดคะเน ได้คือ 11+7 = 18 เมษายน + ...

Read More »

ก่อนการตั้งครรภ์ เตรียมตัวอย่างไรนะ

ก่อนการตั้งครรภ์ เตรียมตัวอย่างไรนะ

ตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์ การ วางแผนมีบุตรไม่ใช่ตั้งครรภ์แล้วค่อยไปฝากครรภ์ แต่ท่านต้องไปปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูสุขภาพทั่วไป โรคประจำตัว ตรวจทั้งการเพาะเชื้อจากปากมดลูกและตรวจมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อตรวจว่ามีโลหิตจางหรือไม่รวมทั้งการตรวจหาภูมิต่อโรค หัดเยอรมันและไข้สุกใส หากไม่มีภูมิแพทย์ก็จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนจึงจะตั้งครรภ์ได้ การตรวจทางพันธุกรรม แพทย์จะซักประวัติโรคทางพันธุกรรมทั้งตัวคุณและคู่เพื่อพิจารณาว่าครอบครัวคุณมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยคือโรคธัลลัสซีเมีย และหากคุณอายุมากคุณก็จะเสี่ยงต่อกลุ่ม down หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ โรคเพศสัมพันธ์บางโรคอาจจะมีผลทำให้เกิดการเป็นหมัน แพทย์จะซักประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และหากสงสัยแพทย์อาจจะเพาะเชื้อจากปากมดลูก รวมทั้งการเจาะเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าคุณปลอดภัยจากโรคติดต่อและไม่ควรที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนการติดเชื้อจากอาหารก็อาจจะมีผลต่อการตั้งครรภ์เช่นการติดเชื้อ Toxoplasmosis ต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น ไม่รับประทานอาหารสุกดิบๆ และให้ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ล้างผักและผลไม้ให้สอาด หลีกเลี่ยงจากการเข้าชุมชนเพราะท่านอาจจะติดหวัดหรือโรคติดเชื้อชนิดอื่น อาหารและวิตามินก่อนการตั้งครรภ์ ก่อนการตั้งครรภ์การให้วิตามินกรดโฟลิกวันละ 400 มก.จะช่วยป้องกันความพิการทางสมอง นอกจากวิตามินแล้วคุณต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ หากคุณเป็นมังสะวิรัต โลหิตจาง หรือรับประทานน้อย คุณต้องรับประทานอาหารเพิ่ม การที่คุณได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะก่อปัญหากับการตั้งครรภ์ เช่นหากคุณโลหิตจางจะทำให้เด็กมีโลหิตจางด้วย หากคุณรับอาหารไม่พอเด็กก็จะมีการเจริญเติบโตช้า ความแข็งแรง ...

Read More »

โรคท็อกโซพลาสโมซิส อันตรายกับทารกในครรภ์

โรคท็อกโซพลาสโมซิส อันตรายกับทารกในครรภ์

โรคท็อกโซพลาสโมซิส เกิดจากการติดเชื้อที่เรียกว่า ท็อกโซพลาสมา สาเหตุมาจากการกินเนื้อดิบที่มีเชื้อนี้อยู่ หรือสัมผัสกับอุจจาระแมวที่ติดเชื้อนี้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หากติดเชื้อนี้เข้าไปอาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้ หรือทารกต้องคลอดก่อนกำหนด หรือเกิดความผิดปกติของสมอง การติดเชื้อนี้บางรายไม่มีการแสดงอาการ เพียงแค่มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต หลังจาก 2-3 สัปดาห์จะมีผื่นคันตามตัว แต่คนที่เลี้ยงแมวมักจะมีภูมิต้านทานโรคนี้อยู่ หากกังวลก็อาจจะตรวจเลือดดูระดับภูมิต้านทานโรคนี้ทุก 1-2 เดือน จนกว่าจะคลอด

Read More »

โรคหัดเยอรมันในหญิงตั้งครรภ์

โรคหัดเยอรมันในหญิงตั้งครรภ์

โดยปกติแล้วคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ คุณหมอมักจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันก่อนที่จะตั้งครรภ์และเว้นช่วงไม่ให้ตั้งครรภ์หลังจากฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เดือน แต่หากไม่ได้ฉีดก็จะต้องตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานอยู่หรือไม่ บางคนอาจมีภุมิต้านทานอยู่แล้ว หรือบางคนอาจเคยสัมผัสมาแล้วแต่ไม่ติดเชื้อ เนื่องจากว่า 1 ใน 7 จะมีการติดเชื้อหัดเยอรมันเมื่อสัมผัสกับเชื้อโรคหัดเยอรมันจะมีอันตรายกับทารกในครรภ์ก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อ อาการของโรคใน 2-3 สัปดาห์แรกจะมีเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตัว และต่อมน้ำเหลืองโตเล็กน้อย การติดเชื้อหัดเยอรมันนั้นมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์โดยไม่สามารถป้องกันได้ผลกระทบที่ทารกในครรภ์จะได้รับนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ ถ้ามีการติดเชื้อในเดือนแรก โอกาสที่คลอดลูกออกมาแล้วเด็กจะพิการมีสูงมากถึงร้อยละ 35 ในขณะที่การติดเชื้อในเดือนที่ 3 จะมีผลน้อยกว่าคือร้อยละ 10-15 จะพิการและความรุนแรงก็จะลดลงด้วย ดังนั้นควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันก่อนจะดีที่สุด

Read More »

โรคกระเพาะอาหารในคุณแม่ตั้งครภ์

โรคกระเพาะอาหารในคุณแม่ตั้งครภ์

โรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารที่มักพบบ่อย มักเกิดจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส ซึ่งมักจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง แต่หากเป็นเรื้อรังก็จะไม่เกิน 3 วัน และมักจะทำให้ทานอาหารไม่ได้มาก ดังนั้นควรจะพยายามดื่มน้ำให้มาก การติดเชื้อแบบนี้มักไม่มีอันตรายใดๆ ต่อทารกในครรภ์ แต่ควรปฏิบัติตนให้ถูกต้องดังนี้ นอนพักผ่อนให้มากขึ้น ดื่มน้ำมากๆ อาจเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ หรือเลือกทานอาหารเหลวที่ชอบ ควรจิบน้ำบ่อยๆ หรืออมน้ำแข็งตลอดเวลาก็ได้ ในช่วงที่เกิดอาการ 12 ชั่วโมงแรกไม่ควรทานอาหารใดๆ โดยเฉพาะคนที่กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส ควรงดอาหารและน้ำ 12-24 ชั่วโมง จึงค่อยเริ่มกินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ที่ไม่ใช่น้ำผลไม้รสเปรี้ยว อาจเป็นซุปใส โจ๊ก ข้าวต้ม ผักต้มเปื่อย จนอาการดีขึ้นแล้วค่อยกินอาหารตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดสารอาหาร และรีบไปพบแพทย์หากมีอาการแย่ลง

Read More »
Scroll To Top