Home / การตั้งครรภ์ (page 12)

หมวดหมู่: การตั้งครรภ์

Feed Subscription

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกขณะตั้งครรภ์

กลั้นปัสสาวะขณะตั้งครรภ์ อาจแท้งได้

กลั้นปัสสาวะขณะตั้งครรภ์ อาจแท้งได้

อันตรายของการกลั้นปัสสาวะขณะตั้งครรภ์ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะมีขนาดท้องที่โตขึ้นทุกวันแล้ว ยังมีพฤติกรรมที่แปลกออกไปอีกอย่างคือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมาก ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากเมื่อเทียบกับตอนก่อนตั้งครรภ์ แต่เพราะว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น ทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลายคนเลือกที่จะอั้นปัสสาวะ ซึ่งผลร้ายของการอั้นปัสสาวะอาจจะทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้เลยทีเดียวปัญหาปวดปัสสาวะบ่อยมักจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกและจะเป็นอีกครั้งคือช่วงใกล้คลอด สาเหตุเพราะว่าในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกนั้น มดลูกจะมีการขยายตัวมากขึ้น ทำให้ไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ และยังมีเลือดที่ไหลเวียนมายังบริเวณอุ้งเชิงกรานมากขึ้น ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยนั้นเองส่วนระยะใกล้คลอดก็จะปวดปัสสาวะบ่อยอีกเช่นกัน เนื่องจากศีรษะของทารกในครรภ์ได้เคลื่อนตัวไปใกล้และกดลงบริเวณหัวหน่าว ซึ่งก็จะเบียดกระเพาะปัสสาวะอีกเช่นกัน   แต่เนื่องจากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลายคนอาจจะต้องทำงานนอกบ้าน ไม่สะดวกที่จะเข้าห้องน้ำ จึงใช้วิธีการกลั้นปัสสาวะแทน ซึ่งผล เสียของการกลั้นปัสสาวะ (ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งครรภ์ หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม) จะทำให้กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ นานวันเข้าก็จะเริ่มมีอาการเหมือนปัสสาวะไม่สุด (เหมือนว่ายังจะปัสสาวะอีกแต่ไม่ออกแล้ว) และเมื่อรุนแรงมากขึ้นก็จะปัสสาวะน้อยลง (แต่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ) และสุดท้ายอาจถึงขึ้นกรวยไตอักเสบ ซึ่งอาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ทางแก้ไขสำหรับคุณแม่ที่กำลัง ตั้งครรภ์และไม่สะดวกในการเข้าห้องน้ำระหว่างเดินทาง คือให้พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนจะออกเดินทางไปข้างนอกสัก 1 ชั่วโมง เช่น ถ้าจะไปข้างนอกตอน ...

Read More »

อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์

อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์

อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์ *ไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงไม่สุกหรืออาหารที่ทำจากไข่เหล่านั้น โดยไข่ที่ทานได้ ควรผ่านการปรุงให้สุก ไม่ควรอยู่ในสภาพที่ เป็นของเหลว * เนื้อหรือปลาที่ปรุงไม่สุก หรือเกือบดิบ โดยเนื้อที่ทานได้ต้องไม่มีสีชมพูเหลืออยู่ * ปลาหรือเนื้อที่เสิร์ฟดิบๆ เช่น ซูชิ สเต็กบางชนิด ปลาแซลมอนรมควัน หอยนางรม * นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและ เนยแข็ง * ตับบดหรืออาหารประเภทตับ โดยอาหารพวกนี้จะมีวิตามินเออยู่สูงมาก ซึ่งอาจทำอันตรายต่อลูกน้อย ของคุณ * อาหารที่ผ่านการปรุงบางชนิด เช่น สลัดมันฝรั่ง หรือโคสลอว์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Listeria อยู่เป็นจำนวนมาก * ก่อนจะรับประทาน ตรวจดูให้แน่ใจว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่อุ่นซ้ำนั้นผ่านความร้อนทั่วถึงดีแล้วหรือยัง * ระมัดระวังการทานบาร์บีคิว เพราะเนื้อมักจะถูกวางทิ้งไว้ ...

Read More »

เปิดเพลงให้ทารกในครรภ์ฟังตอนไหนดีนะ

เปิดเพลงให้ทารกในครรภ์ฟังตอนไหนดีนะ

จากผลการวิจัยของนักวิจัย Dr. Leon Thurman ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคลอดทารกออกมา ทารกจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและไอคิวสูงกว่าทารกที่ไม่ได้ฟังเพลง แต่การวิจัยของ Dr. Leon Thurman นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นนะค่ะ และยังมีผลการวิจัยของ Dr. Thomas R. Verny ซึ่งเป็นจิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นประธานสมาคมเกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ท่านได้ทดลองให้คุณแม่ได้ร้องเพลงกล่อมเด็กขณะที่ยังตั้งครรภ์อยู่ทุกๆ วัน เมื่อคลอดออกมาหากร้องไห้หรืองอแง แต่เมื่อทารกได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของแม่ที่แม่เคยร้องให้ฟังตั้งแต่สมัยตั้งครรภ์ ทารกจะนิ่งสงบลงและสนใจในเสียงเพลงกล่อมเด็กอย่างน่าอัศจรรย์ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นหรอกนะค่ะทารกจึงจะมีพัฒนาการที่ดี เพราะผลการวิจัยไม่ได้ระบุไว้ แต่ระบุว่าเสียงที่มีผลก็คือ เสียงที่มีจังหวะทำนองเบาๆ เช่น เพลงบรรเลง แต่ที่เขาเลือกใช้เพลงคลาสสิคก็เพราะว่าเขาไม่มีเพลงบรรเลงแบบอื่น ในขณะที่ถ้าเป็นประเทศไทยเราก็สามารถใช้เพลงไทยเดิมที่มีจังหวะช้าๆ เบาๆ ทดแทนก็ได้ค่ะ อย่าไปเชื่อคำโฆษณาที่ว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคของคนนี้คนนั้นเท่านั้นนะค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือจังหวะและทำนองที่เบาๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กค่ะ หรือหากคุณแม่จะใช้วิธีร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟังแทนก็ได้ค่ะ แล้วเวลาไหนเหมาะที่จะให้ทารกในครรภ์ฟังเพลง ...

Read More »

การดูแลสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์

การดูแลสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์

การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาการแพ้ท้องจะมีมากใน 3 เดือนแรก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อตื่นนอน จะมีอาการมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางคนอาจมีอาการมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หลังตื่นนอนตอนเช้า ควรดื่มน้ำผลไม้ และรับประทานขนมปังกรอบทันที จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุนจัด เพราะอาจทำให้คลื่นไส้มากขึ้น นอกจากนี้อาจอยากรับประทานอาหารแปลกๆ รสเปรี้ยว ซึ่งสามารถรับประทานได้ อาการปวดหลังพบได้บ่อยเกือบครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ โดยมักปวดที่หลังส่วนล่าง ระหว่างก้นทั้งสองข้าง ร้าวลงไปที่ต้นขา มักเป็นช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ การยืนนานๆ ในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือยกของหนักเกินไป ทำให้ปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ทำให้ข้อกระดูก และเอ็นต่างๆ คลายตัวหลวมมากขึ้น ความแข็งแรงของข้อลดลง จึงทำให้ปวดหลังได้ ควรพยายามนอนพื้นเรียบ ใช้หมอนหนุนหลังเวลานั่ง ...

Read More »

ทำไมต้องฝากครรภ์

ทำไมต้องฝากครรภ์

เหตุผล4ประการ  ทำไมต้องฝากครรภ์   1. เวลาคุณแม่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับข้อมูลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ จนถึงระยะหลังคลอดบุตร เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ สรีระและร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจเกิดความไม่เข้าใจ และเป็นกังวลกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แพทย์ผู้ดูแลรับฝากครรภ์ จะให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี 2. ในการฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการประเมินอย่างละเอียด ถึงโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ ในกรณีที่คุณแม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแพทย์ผู้ดูแลจะอธิบายและแนะนำแนวทางในการป้องกันภาวะต่างๆเหล่านั้นต่อไป 3. สำหรับคุณแม่ที่มีโรคหรือภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า มีบางโรคที่ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ ในการฝากครรภ์ แพทย์จะคอยดูแลและการให้การรักษาภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะของการตั้งครรภ์ 4. เหตุผลสุดท้ายที่คุณแม่ควรมาฝากครรภ์ก็เพื่อที่จะให้คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากภาวะแทรกซ้อนใดๆ คุณแม่บางท่านอาจมีความรู้สึกกังวลถึงเรื่องการฝากครรภ์ ไม่ทราบว่าจะไปฝากครรภ์ที่ไหน ไปแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง แพทย์หรือพยาบาลจะดุไหม จะต้องโดนเจาะเลือดหลายครั้งหรือไม่ ขอบอกว่าอย่ากังวลไปเลยค่ะ ทำเพื่อลูกนะคะ

Read More »

จะต้องทำอะไรบ้างเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์

จะต้องทำอะไรบ้างเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์

ครั้งแรกที่คุณแม่มาฝากครรภ์ ถ้าคุณแม่ไม่เคยตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์โดยการเก็บปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์หลังจากนั้น แพทย์ผู้ดูแลจะซักถามประวัติ โดยประวัติที่สำคัญคือวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งนำมาใช้คำนวณหาอายุครรภ์ได้ ในกรณีที่คุณแม่จำวันที่ไม่ได้แน่นอน หรือช่วงก่อนตั้งครรภ์ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ แพทย์สามารถคำนวณอายุครรภ์ได้จากวิธีอื่นๆคำถามต่อมาที่แพทย์จะต้องถาม ก็คือ โรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัดในอดีต ประวัติการแพ้ยา ประวัติโรคต่างๆของคนในครอบครัว ความสม่ำเสมอของประจำเดือนก่อนการตั้งครรภ์ รวมถึงชนิดของการคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน แพทย์จะถามถึงประวัติในการตั้งครรภ์ครั้งก่อนๆอีกคำถามหนึ่งที่แพทย์จะถามคุณแม่ ก็คือเคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่ ในกรณีที่ไม่เคย หรือจำไม่ได้ หรือ เคยฉีดแต่นานมาแล้วคุณแจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ทั้งหมดสามเข็ม คุณแม่ไม่ต้องตกใจ แพทย์จะฉีดวัคซีนให้ทีละเข็ม ไม่ใช่สามเข็มพร้อมกันแพทย์ผู้ดูแลจะทำการตรวจร่างกายคุณแม่โดยละเอียด รวมถึงการตรวจหน้าท้องเพื่อดูขนาดมดลูกที่โตขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ และการฟังเสียงหัวใจของลูกน้อยในครรภ์เมื่ออายุครรภ์เกินห้าเดือนสำหรับคุณแม่ทุกท่านที่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูหมู่เลือด ภาวะการติดเชื้อซิฟิลิส เอชไอวีและพาหะไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงภาวะซีดและพาหะธาลัสซีเมียบางชนิดแพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณแม่มีข้อสงสัย คุณแม่สามารถซักถามเพิ่มเติมได้การฝากครรภ์ครั้งแรกอาจใช้เวลานานเล็กน้อย ในกรณีที่คุณแม่ไม่มีปัญหาหรือความผิดปกติใดๆ แพทย์จะนัดมาฝากครรภ์ครั้งถัดไปอีกประมาณหนึ่งเดือนสำหรับโรงพยาบาลบางแห่ง ครั้งแรกที่คุณแม่มาฝากครรภ์ คุณแม่อาจจะยังไม่ได้พบแพทย์สำหรับโรงพยาบาลเอกชนจะได้พบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรก  แต่คุณพยาบาลจะทำการเจาะเลือดตรวจเบื้องต้นก่อน แล้วจึงนัดคุณแม่มาฟังผลเลือดครั้งต่อไปพร้อมกับพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนกลับบ้าน คุณแม่จะได้รับสมุดฝากครรภ์ซึ่งจะมีรายละเอียดของการฝากครรภ์ คุณแม่ควรจะพกสมุดฝากครรภ์นี้ติดตัวไว้ตลอดการตั้งครรภ์ และนำมาทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ การฝากครรภ์ครั้งถัดไป ทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ คุณแม่จะได้รับการวัดความดันโลหิต ชีพจร ชั่งน้ำหนักตัวและตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาโปรตีนและน้ำตาลในปัสสาวะหลังจากนั้น แพทย์จะทำการตรวจครรภ์ และฟังเสียงหัวใจลูกน้อยในครรภ์ (ถ้าอายุครรภ์เกินห้าเดือน) แพทย์จะแจ้งผลเลือดที่ทำการตรวจไปในครั้งก่อน ในกรณีที่พบว่ามีความผิดปกติ แพทย์จะให้คำแนะนำและแนวทางในการรักษา แต่สำหรับคุณแม่ที่ปกติดี แพทย์จะนัดมาฝากครรภ์อีกเป็นระยะๆ ต่อไปมีคุณแม่จำนวนหนึ่งที่มีข้อสงสัยว่าจำเป็นต้องทานยาบำรุงหรือไม่ และต้องทานในปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ ยาบำรุงที่สำคัญสำหรับคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์คือยาบำรุงเลือดโดยทั่วไป แพทย์จะเริ่มให้ทานยาบำรุงเลือดเมื่ออายุครรภ์เกินสี่ถึงห้าเดือนขึ้นไป ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนมาก ซึ่งการทานยาบำรุงเลือดในช่วงแรกนี้ อาจกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องนั้นเป็นมากขึ้นได้ ส่วนปริมาณของยาบำรุงเลือดที่คุณแม่จะต้องทานในแต่ละวันนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่มีภาวะซีดหรือไม่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การตรวจอุลตร้าซาวน์ ถ้าคุณแม่ไม่มีความเสี่ยงหรือโรคประจำตัวใดๆ แต่ต้องการตรวจอุลตร้าซาวน์ ควรตรวจในช่วงอายุครรภ์ประมาณห้าเดือน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่จะต้องทราบก่อนการตรวจ ก็คือปัจจุบันไม่มีวิธีการตรวจใดๆที่สามารถรับประกันได้ว่าลูกน้อยในครรภ์จะปกติ สมบูรณ์แข็งแรงแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าพบความผิดปกติจากการตรวจอุลตร้าซาวน์ แพทย์จะให้คำแนะนำ แนวทางการรักษาต่อไป และในบางกรณี แพทย์จะนัดคุณแม่มาเพื่อตรวจอุลตร้าซาวน์อีกเป็นระยะๆโดยทั่วไป คุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์เกินห้าเดือนไปแล้ว คุณแม่ควรจะสังเกตลักษณะการดิ้นของลูกน้อย ในกรณีที่รู้สึกว่า ลูกน้อยดิ้นน้อยลง หรือไม่ดิ้นเลย คุณแม่จะต้องรีบมาพบแพทย์ทันทีเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น คุณแม่จะต้องมาฝากครรภ์ถี่มากขึ้น เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ แพทย์จะทำการเจาะเลือดคุณแม่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออายุครรภ์ประมาณเจ็ดถึงแปดเดือนเพื่อดูภาวะซีดและภาวะการติดเชื้อซิฟิลิสและเอชไอวีอีกครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ แพทย์จะประเมินดูว่าลูกน้อยในครรภ์อยู่ในท่าใด ซึ่งโดยปกติแล้วลูกน้อยจะนอนในท่าที่ศีรษะอยู่ทางด้านล่างของท้องคุณแม่ และเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ศีรษะของลูกน้อยจะเคลื่อนลงไปในช่องเชิงกรานของคุณแม่ ทำให้คุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการปวดหน่วงๆท้องน้อยหรือปวดหลังได้สำหรับคุณแม่ที่เคยผ่าตัดคลอดบุตรในครรภ์ก่อน แพทย์จะนัดวันผ่าตัดคลอดเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด ยกเว้นว่าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องหรือน้ำเดินมาก่อน ส่วนคุณแม่ที่ไม่เคยคลอดบุตรมาก่อนหรือเคยคลอดบุตรทางช่องคลอด วิธีการคลอดที่ดีที่สุดคือการคลอดทางช่องคลอดยกเว้นว่ามีข้อห้ามของการคลอดทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์

Read More »

จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ทุกรายหรือไม่

จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ทุกรายหรือไม่

คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินถึงเรื่องการตรวจโครโมโซมของลูกน้อยในครรภ์ สงสัยหรือไม่ว่าทำไมคุณแม่บางท่านจึงต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อย จริงๆแล้ว ในคุณแม่ที่ปกติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมของลูกน้อย โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินถึงความเสี่ยงที่ลูกน้อยในครรภ์จะมีโครโมโซมผิดปกติ และคุณแม่บางท่านที่มีความเสี่ยงนี้จะได้รับคำแนะนำให้ตรวจโครโมโซมของลูกน้อย ซึ่งการตรวจนี้ทำได้หลายวิธีไม่ว่า จะเป็นการเจาะตรวจเนื้อรกบางส่วน, การเจาะน้ำคร่ำ, หรือการตรวจเลือดจากสายสะดือลูกน้อยในครรภ์ รายละเอียดของการตรวจแต่ละวิธีนั้น คุณแม่สามารถสอบถามแพทย์ที่ดูแลได้  ถึงตรงนี้ คุณแม่จะเห็นว่าการฝากครรภ์เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณที่ตั้งครรภ์ ซึ่งในการฝากครรภ์แต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การฟังเสียงหัวใจลูกน้อยในครรภ์เท่านั้น หากแต่ยังมีรายละเอียดมากมายที่แพทย์จะต้องตรวจประเมิน และให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับคุณแม่ แน่นอนว่าคุณแม่ทุกท่านคงปรารถนาที่จะให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปกติ ปราศจากภาวะแทรกซ้อนใดๆ และให้กำเนิดลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นคุณแม่ควรจะเริ่มต้นด้วยการฝากครรภ์ที่ดีเพื่อผลลัพธ์ดังที่ตั้งใจไว้

Read More »

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควร กินตับมากเกินไป

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควร กินตับมากเกินไป

ตับเป็นอาหารที่ให้ทั้งโปรตีน เกลือแร่ โฟลิก ธาตุเหล็ก และวิตามิน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจะเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งจากเลือดแม่ไปสู่เลือดลูก แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานตับมากเกินไป เนื่องจากตับมีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มิลลิกรัม ถ้ามีมากและนาน จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะไขมันในเส้นเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ในตับยังจะมีวิตามินเออยู่สูงมาก เนื่องจากวิตามินเอมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับวิตามินเอมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ แต่การรับประทานอาหารตามปกติในแต่ละวัน โดยไม่ได้เน้นอย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินไปแต่อย่างเดียว ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหา คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานตับได้ แต่ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ  นอกจากธาตุเหล็กที่มีอยู่ในตับแล้ว ยังมีอยู่ในไข่ และพืชผักใบเขียวต่างๆ เช่น ตำลึง รวมไปถึงถั่วเมล็ดแห้ง แต่ธาตุเหล็กในกลุ่มนี้จะดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดีนัก จึงควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูงในมื้อเดียวกัน เพื่อช่วยในการดูดซึม ในผักหลายชนิดมีธาตุเหล็กสูง ราคาก็ถูกกว่าเนื้อสัตว์ แถมยังได้วิตามินและเส้นใยอีกด้วย นับเป็นทางเลือกสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่ชอบรับประทานตับหรือเนื้อสัตว์ หรือผู้ที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงค่ะ

Read More »

รู้เพศลูกหญิงหรือชาย จาก กระหล่ำปลี

รู้เพศลูกหญิงหรือชาย จาก กระหล่ำปลี

วิธีทำ เตรียมกระป๋อง หรือแก้ว 2 ใบ ขนาดเท่าๆกัน เราใช้กล่องขนมใบเล็กๆ นำกะหล่ำปลีม่วง มาลอกเอาเปลือกชั้นนอกๆออกไป ใช้แต่ช่วงที่สีม่วงเข้มๆสัก 10 ใบ นำมาหั่นหยาบๆ ใส่หม้อเติมน้ำลงไปให้ท่วม ตั้งไฟกลางๆจนเดือด พอเดือดแล้ว จับเวลา 10 นาที นำน้ำกะหล่ำที่ได้มารองใส่กระป๋องหรือแก้วที่เตรียมไว้ประมาณ 1/3 ของแก้ว ทิ้งไว้สัก 5 นาทีให้หายร้อนจากนั้นวิ่งไปเก็บเก็บน้องฉี่ 1/3 ของแก้วที่เตรียมไว้ แล้วนำน้ำกะหล่ำปลีที่หายร้อนแล้ว เทลงในน้องฉี่ แกว่งๆแก้วสักนิดนึงให้เข้ากันดี แล้วก็รอดูผลเทสได้เลยจ้าผลที่ได้ ก็แบบนี้ สีเหมือนไวน์แดง แต่ถ่ายออกมา ดันเหมือนสีแดงมะเหมี่ยวไปได้สรุป ได้สีออกมาสีแดง แบบไวน์แดง ตามที่เค้าว่ากันว่าสีแดง หรือชมพู ได้ลูกชายถ้าสีม่วง ...

Read More »

ตั้งครรภ์นอนท่าไหนดี

ตั้งครรภ์นอนท่าไหนดี

ท่านอนตะแคงซ้ายเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุด โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประการแรก การนอนตะแคงซ้ายช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตตัวแม่มีความคล่องตัวมากขึ้น การกดทับของตัวมดลูกที่โตวันโตคืนต่อหลอดเลือดในช่องท้องมีเกิดขึ้นน้อยกว่าการนอนในท่าอื่นๆ  ประการที่สอง เป็นผลพวงจากประการแรกก็คือ เมื่อมีการไหลเวียนของโลหิตดี ก็เลยทำให้มีเลือดของแม่ไหลเวียนไปที่รกมากขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นการส่งส่วยอาหารไปยังทารกได้มากขึ้น ทารกก็จะได้อาหารและสิ่งที่มีประโยชน์จากแม่มากขึ้น ขณะที่ทารกผ่องถ่ายของเสียบางอย่าง ฝากผ่านมาทางแม่ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน นี่ก็ด้วยการนอนตะแคงซ้าย ประการที่สาม เมื่อการไหลเวียนของโลหิตมีมากขึ้น ในตัวแม่การไหลเวียนของโลหิตผ่านไตก็ย่อมมีมากขึ้นด้วย ซึ่งมีประโยชน์ในหลายๆ อย่างตามมา เป็นต้นว่า ร่างกายของแม่สามารถกำจัดของเสียได้มากขึ้น โดยผ่านทางไต พร้อมกันนี้ เป็นการกำจัดน้ำส่วนเกินของร่างกายได้มากขึ้นอีกด้วย หากจะสังเกตก็จะเห็นได้ว่า คุณๆ ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น จะปัสสาวะบ่อย ก็เพราะเหตุจากไตขับน้ำปัสสาวะได้มากขึ้นนั่นเอง และการนอนตะแคงซ้ายเป็นการช่วยให้ไตขับน้ำปัสสาวะมากที่สุด ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งของการขับน้ำปัสสาวะได้มากขึ้นก็คือ ช่วยลดอาการบวมของร่างกายได้อีกทางหนึ่งด้วย จะเห็นได้ว่า การนอนตะแคงซ้ายนั้น ให้ประโยชน์ทั้งต่อคุณแม่และคุณลูกในครรภ์ค่ะ

Read More »
Scroll To Top