Home / การตั้งครรภ์ (page 3)

หมวดหมู่: การตั้งครรภ์

Feed Subscription

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกขณะตั้งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือ ภาวะพิษแห่งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือ ภาวะพิษแห่งครรภ์

ครรภ์เป็นพิษคืออะไร? ภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือ ภาวะพิษแห่งครรภ์ (Pregnancy-induced Hypertension หรือ Pre-eclampsia/Preeclamsia ซึ่งศัพท์ดั้งเดิม คือ Toxemia of pregnancy) หมายถึง ภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตร (มม.) ปรอท ร่วมกับมีภาวะโปรตีน หรือไข่ขาวในปัสสาวะในสตรีตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ ไปจนกระทั่งหลังคลอด 1 สัปดาห์ และภายหลังคลอดภาวะครรภ์เป็นพิษจะค่อยๆหายไปเอง สาเหตุของครรภ์เป็นพิษคืออะไร? สาเหตุของการเกิดครรภ์เป็นพิษ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือฮอร์โมนต่อมไร้ท่อบางตัว หรือจากกรรมพันธุ์ สันนิษฐานว่าเกิดจากความไม่สมดุลกันระหว่างโปรตีนบางตัวที่สร้างขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในสตรีตั้งครรภ์ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างหลอดเลือดไปเลี้ยงรกได้เพียงพอ บางส่วนของรกจึงขาดเลือด เกิดการตายของเนื้อรกบางส่วน มีการปล่อยสารที่ส่งผลให้หลอดเลือดทั่วร่างกายของสตรีตั้งครรภ์หดตัว สตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดครรภ์เป็นพิษคือใคร? สตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดครรภ์เป็นพิษ ...

Read More »

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy)

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy)

ท้องนอกมดลูก หรือ การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) เป็นภาวะแทรกซ้อนทางการตั้งครรภ์ที่อันตราย เป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์อย่างหนึ่ง ซึ่งแทนที่ตัวอ่อนของมนุษย์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่และตัวเชื้ออสุจิ จะไปฝังตัวที่โพรงมดลูกตามปกติแล้วค่อยๆเจริญเติบโตเป็นทารกและคลอดออกมา แต่กลับไปฝังตัวนอกโพรงมดลูก ที่พบบ่อยที่สุด ประมาณ 95% ไปฝังตัวที่ปีกมดลูกหรือท่อนำไข่ (Tubal pregnancy) นอกจากนั้นสามารถไปฝังตัวที่รังไข่ ปากมดลูก หรือในช่องท้องได้ ในร่างกายมนุษย์ กล้ามเนื้อมดลูกเป็นอวัยวะที่หน้าทึ่งมาก เพราะสามารถขยายตัวได้หลายสิบเท่าเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของทารก มดลูกสามารถเปลี่ยนจากขนาดปกติที่เท่าไข่ไก่ กลายเป็นขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโมผลใหญ่ได้ และเมื่อคลอดทารกแล้วก็สามารถหดตัวกลับมาสู่สภาพเดิมได้ในร่างกายมนุษย์ กล้ามเนื้อมดลูกเป็นอวัยวะที่หน้าทึ่งมาก เพราะสามารถขยายตัวได้หลายสิบเท่าเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของทารก มดลูกสามารถเปลี่ยนจากขนาดปกติที่เท่าไข่ไก่ กลายเป็นขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโมผลใหญ่ได้ และเมื่อคลอดทารกแล้วก็สามารถหดตัวกลับมาสู่สภาพเดิมได้การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นปัญหาสำคัญในสตรีวัยเจริญพันธุ์ เพราะหากให้การวินิจฉัย โรคไม่ได้หรือให้การรักษาไม่ทันท่วงที มารดาอาจถึงกับเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดมากได้ นอกจากนั้นอาจมีภาวะแทรกซ้อนระยะยาวทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมาในอนาคต อุบัติ การณ์การท้องนอกมดลูกในประเทศไทย พบได้ ประมาณ 1 ...

Read More »

ยารักษาสิวอันตรายต่อคุณทารกในครรภ์

ยารักษาสิวอันตรายต่อคุณทารกในครรภ์

ในกลุ่มของผู้ที่รักษาสิว มักจะทราบกันดีว่าจะมีกลุ่มยาบางตัวที่ไม่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะก่อน ทำการรักษาหรือจ่ายยาเหล่านั้น แพทย์ผิวหนังจะต้องถามเราก่อนเสมอว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะยาดังกล่าวจะส่งผลให้ทารกที่เกิดมามีความผิดปกติได้ ดังนั้น ว่าที่คุณแม่ที่ยังอยากสวย แม้จะตั้งครรภ์ก็อย่าให้ความอยากสวยมาทำร้ายเจ้า ตัวเล็กนะคะ เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่า มียากลุ่มไหนบ้างที่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และเบบี๋ในท้อง กลุ่มยารักษาสิวแบบทาน 1. ยากลุ่มเดตตร้าชัยคลิน ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline และ Minoeyeline ซึ่งเป็นยากินรักษาสิวที่ใช้กันมาก เนื่องจากยาตัวนี้มีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์และเด็ก 2. กลุ่มฮอร์โมน เช่น Spironolactone, Cyproterone acetate ระหว่างกินยาชนิดนี้ก็ห้ามตั้งครรภ์ เพราะลูกน้อยในท้องที่เป็นเพศชายคลอดออกมามีลักษณะคล้ายเพศหญิง 3. ยากลุ่มวิตามิเอ คือ เรตินอยด์ หรือ Isotretinoin ยาตัวนี้จะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้อย่างมาก คือ ศีรษะโตหรือเล็กผิดปกติ ...

Read More »

ควรตั้งครรภ์ห่างกันกี่ปี

ควรตั้งครรภ์ห่างกันกี่ปี

ร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังมีลูก คุณแม่ต้องเสียเลือดมาก ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน และทุกอย่างปรับเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ร่างกายต้องการเวลาพักฟื้นก่อนที่มันจะพร้อมตั้งครรภ์ต่อไป ควรตั้งครรภ์ห่างกันกี่ปี ตั้งครรภ์ห่าง1 ปี เมื่อคุณคิดอยากจะมีลูกอีกคน คุณควรจะคิดถึงสองสามเรื่อง คุณอยากเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กสองคนพร้อมกันหรือเปล่า? จะแบ่งเวลาให้ลูกแต่ละคนยังไง? คำถามสำคัญคือ ร่างกายคุณพร้อมที่จะอุ้มลูกอีกคนหรือไม่? นี่อาจเป็นคำถามที่คุณอยากจะปรึกษาคุณหมอก่อนคิดจะมีลูกอีกคน ตั้งครรภ์ห่าง2 ปี พ่อแม่หลายคนรู้สึกว่าการมีลูกห่างกันช่วง 18-24 เดือนเป็นระยะที่กำลังดี ครอบครัวที่มีลูกอายุห่างกัน 2 ปีต้องรับมือกับปัญหาเรื่องการอิจฉาและการจัดเวลานอนกลางวัน เด็กวัยประมาณนี้จะมีความยืดหยุ่นกับสมาชิกใหม่มากพอสมควร ตั้งครรภ์ห่าง3 ปี พ่อแม่บางคนรู้สึกว่าระยะห่างสามปี เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เพราะลูกคนโตไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าอ้อมอีกต่อไปและดูแลตัวเองได้มากขึ้น ดังนั้นคุณแม่จึงไม่ต้องคอยดูแลตลอดเวลา นอกจากนั้น ลูกคนโตจะยังสามารถช่วยหยิบจับนู่นนี่ช่วยคุณแม่ได้อีกด้วย เช่นหยิบขวดนมให้น้อง หรือเล่นกับน้องเบา ๆ นานกว่า 3 ปี บางครอบครัวเลือกที่จะเว้นระยะห่างนานกว่า เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้ลูกแต่ละคนอย่างเต็มที่ ...

Read More »

สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์

สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์

สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์   กรดไขมันโอเมก้า 3   กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งพบมากในปลาทะเลน้ำลึกเช่น ปลาแซลมอน  ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน และสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง นอกจากนี้ยังพบในปลาน้ำจืดบาง  ชนิดเช่นปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก และในธัญพืช ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง  การได้รับกรดไขมันโอเมก้า3 ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาท และสมองของทารก เนื่องจากในกรดไขมันโอเมก้า3 มีกรดไขมันที่ชื่อDocosahexaenoic Acid หรือ DHA เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะด้านความจำและการ เรียนรู้ นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย   กรดโฟลิค   กรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด ...

Read More »

วิธีช่วยให้น้ำนมมาเร็วและมีมากขึ้นทำได้ไม่ยาก

วิธีช่วยให้น้ำนมมาเร็วและมีมากขึ้นทำได้ไม่ยาก

การที่น้ำนมมาเร็วหรือช้าขึhนอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คุณแม่บางคนเริ่มมีน้ำนมตั้งแต่สามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่เริ่มมีในระยะหลังคลอด น้ำนมที่หลั่งในช่วงแรกจะมีสีเหลืองข้น เรียกว่า หัวน้ำนม ในระยะ 1-2 วันแรกหลังคลอด น้ำนมมาน้อยเป็นเรื่องปกติ คุณแม่อย่าเครียดหรือกังวลมากเกินไปเพราะลูกมีน้ำและอาหารสะสมมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงยังไม่ต้องการน้ำนมมากในช่วงแรก ไม่จำเป็นต้องให้นมเสริม ยกเว้นในทารกที่มีปัญหา เช่น - ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อยหรือเกิดก่อนกำหนด (มีพลังงานสะสมน้อย) - ทารกน้ำหนักแรกเกิดมาก (ต้องการพลังงานมาก) - ทารกที่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ วิธีช่วยให้น้ำนมมาเร็วและมีมากขึ้นทำได้ไม่ยาก เพียงทำตามหลัก 3 ดูด คือ ดูดเร็ว เริ่มให้ลูกดูดนมเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด ดูดบ่อย ควรให้ลูกดูดนมบ่อยตามที่ลูกต้องการ ประมาณวันละ 8 ครั้งขึ้นไป แต่ใน 1 – 2 ...

Read More »

อันตรายของ ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์

อันตรายของ ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์

สาเหตุของภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์   ปกติในเม็ดเลือดแดงจะมี “ฮีโมโกลบิน” สารโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งในเวลาที่หายใจเข้า ฮีโมโกลบินจะทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมถึงถ่ายออกซิเจนไปสู่รกเพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของแม่และลูกในท้องทำหน้าที่ได้ตามปกติภาวะเลือดจาง เกิดจากการที่ฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ หรือมีเม็ดเลือดแดงปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ได้ไม่ดี ซึ่งในช่วงตั้งท้องจะมีเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่าในภาวะปกติ ทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดลง โดยระดับของฮีโมโกลบินในช่วงตั้งท้องจะค่อยๆ ลดลงอยู่ และจะกลับสู่ค่าปกติหลังคลอดลูกแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ แต่คุณแม่ท้องต้องระวังไม่ให้ระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 11 กรัมเปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้เกิดภาวะเลือดจาง และหากเป็นมากก็จะอันตรายต่อแม่และลูกในท้อง นอกจากนี้ ภาวะเลือดจางอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีก เช่น การได้รับสารอาหารโดยเฉพาะธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ขาดกรดโฟเลต ริดสีดวงทวารเลือดออกเนื่องจากมีแผลในกระเพาะอาหาร หรือเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ เป็นต้น   อาการของเลือดจางในแม่ตั้งครรภ์              หน้าซีด ...

Read More »

การตั้งครรภ์เกินกำหนด (Postterm Pregnancy )

การตั้งครรภ์เกินกำหนด  (Postterm Pregnancy )

การตั้งครรภ์เกินกำหนด  (Postterm Pregnancy ) การตั้งครรภ์เกินกำหนด คือ การตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 42 สัปดาห์ (294 วัน) หรือมากกว่า 40 สัปดาห์ (280 วัน)  เมื่อนับจากวันตกไข่ มีคำที่ใช้เรียกการตั้งครรภ์เกินกำหนดได้หลายคำ เช่น postterm pregnancy, prolonged pregnancy, postdates แต่ postdates ไม่เป็นที่นิยมใช้กัน   สำหรับคำว่า postmature ควรใช้เรียกทารกที่คลอดออกมาแล้วมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากครรภ์เกินกำหนดเท่านั้น เช่น ผิวเหี่ยวย่น  หลุดลอก  รูปร่างผอม  เล็บยาว หน้าตาดูแก่กว่าเด็กทั่วไป  เป็นต้น ซึ่งหมายความว่าการตั้งครรภ์เกินกำหนด มีทารกบางคนเท่านั้นที่มีลักษณะของ postmatureอุบัติการณ์ของ postmature คือ ...

Read More »

เส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์

เส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์

เส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์    ผู้หญิงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ และมีการเปลี่ยนแปลงมากมายกับผิวพรรณ เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3-4 เดือนจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณได้บ้างโดยเฉพาะเรื่องเส้นเลือดขอด ซึ่งมองเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ โป่งพองที่ผิวด้านข้างของเข่าและตาตุ่มเมื่อเส้นเลือดพองโตกว่าปกติจะมอง เห็นเป็นสีเขียวๆนั่นคือเส้นเลือดฝอยขดไปมาใต้ผิวหนัง ถ้าเอานิ้วมือกดรีดไปตามเส้นสีเขียวจะทำให้เส้นเลือดแฟบลงเหลือเป็นสีผิวปกติ เมื่อปล่อยมือจะเห็นเป็นเลือดสีเขียวเหมือนเดิมซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบอาการเส้นเลือดขอดเบื้องต้นด้วยตัวเอง   สาเหตุของเส้นเลือดขอด   อาการเส้นเลือดขอดเกิดจากการที่ทารกมีขนาดโต ไปกดทับเส้นเลือดบริเวณหน้าท้อง หลัง และต้นขาทำให้การไหลเวียนของระบบเลือดผิดปกติ เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ยากขึ้น จึงเหลือค้างในเส้นเลือดฝอยที่ขา ประกอบกับขาที่เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนล่างเลือดจึงค้างได้มาก และนานทำให้เกิดเส้นโป่งพองและขอดเป็นเส้นๆ ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาชีพที่ต้องยืนนาน เดินมาก อาการเส้นเลือดขอดจะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ   วิธีป้องกันและรักษาอาการเส้นเลือดขอดขณะตั้งครรภ์   คุณแม่ตั้งครรภ์ควรต้องให้ขาอยู่สูงกว่าปกติ เช่น ขณะนั่ง ควรยกขาพาดเก้าอี้ให้อยู่ระดับเดียวกันกับสะโพก แม้จะเป็นท่าที่ไม่สุภาพก็ตาม แต่ก็ช่วยรักษาสุขภาพขาได้ดี ส่วนเวลานอนควรใช้หมอนหนุนบริเวณข้อเท้าเพื่อให้ขาอยู่สูงกว่าเดิม เป็นการป้องกันเส้นเลือดขอด ส่วนรายที่มีเส้นเลือดขอดขนาดโต อาจต้องใช้ ผ้ายืด ...

Read More »

สาเหตุของโรคโลหิตจางที่พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์

สาเหตุของโรคโลหิตจางที่พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์

คำว่า “โลหิตจาง” ภาษาชาวบ้านอาจเรียกว่า โรคเลือดจาง หรือโรคซีด เนื่องจากมีปริมาณเม็ดเลือดแดง หรือความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ซึ่งฮีโมโกลบินเหล่านี้มีหน้าที่นำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และธาตุสำคัญที่เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินเหล่านี้คือ ธาตุเหล็กนั่นเอง โดยปกติถือว่า ถ้าความเข้มข้นของฮีโมโกลบินน้อยกว่า 11.0 กรัมต่อเดซิลิตร ในไตรมาสที่ 1 และ 3 หรือน้อยกว่า 10.5 กรัมต่อเดซิลิตรในไตรมาสที่ 2 ให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 20-30 ในหญิงไทย ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการตั้งครรภ์ที่มีการสร้างน้ำเลือด (Plasma) มากกว่าการสร้างเม็ดเลือดแดง (Red blood cell) ซึ่งทำให้เกิดภาวะเลือดจางตามธรรมชาติ (Physiologic anemia) ส่วนอาการของภาวะโลหิตจางขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เช่น ถ้าโลหิตจางไม่มาก อาจไม่มีอาการเลยก็ได้ แต่ถ้าโลหิตจางมาก อาจพบว่ามีอาการซีด อ่อนเพลีย วิงเวียน ...

Read More »
Scroll To Top